EP3 Agents คืออะไรในโลกของ Microsoft 365: คู่มือ Admin ยุค AI

0
13

ใน Microsoft 365 นอกจาก Copilot แล้ว อีกแนวคิดหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ Agents ซึ่งเป็นเครื่องมือซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในแง่ของความเร็ว ความแม่นยำ และความต่อเนื่องของงาน

Image

Agents คือ AI ที่ไม่ได้แค่ “ช่วยแนะนำ” แต่สามารถ ทำงานร่วมกับคุณ หรือทำงานแทนคุณได้จริง ตั้งแต่งานง่าย ๆ อย่างตอบคำถาม ไปจนถึงงานที่ซับซ้อนหรือมีหลายขั้นตอน เช่น การรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และสร้างผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบที่พร้อมใช้งาน

ในเชิงเทคนิค Agents ใน Microsoft 365 ใช้เทคโนโลยี AI และ machine learning เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมและความต้องการของผู้ใช้ ทำให้สามารถปรับตัวและให้คำตอบหรือการทำงานที่เหมาะกับแต่ละคนได้ ไม่ว่าคุณจะทำงานร่วมกับทีม จัดการปฏิทิน หรือวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก Agents จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ workflow ที่ทำให้สภาพแวดล้อมการทำงาน “ฉลาดขึ้น” อย่างเป็นระบบ

สิ่งที่ทำให้ Agents แตกต่างจาก personal assistant ทั่วไป คือ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (domain expertise) Agents สามารถถูกออกแบบหรือปรับแต่งให้รู้ลึกในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้โดยเฉพาะ
ตัวอย่างเช่น

  • Agent ที่รู้รายละเอียดสินค้าในบริษัททั้งหมด เพื่อช่วยร่างคำตอบให้ลูกค้า
  • Agent ที่รวบรวมข้อมูลสินค้าและสร้างสไลด์นำเสนออัตโนมัติ
  • Agent ที่ช่วยตอบคำถามด้านนโยบายหรือกระบวนการภายในองค์กร

สรุป:
Agents คือการยกระดับ AI จาก “ผู้ช่วย” ไปสู่ “ผู้ร่วมงานดิจิทัล” ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ยิ่งองค์กรออกแบบข้อมูล กระบวนการ และสิทธิ์การเข้าถึงได้ดี Agents ก็ยิ่งสามารถทำงานแทนคนได้มากขึ้น และกลายเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่ม productivity ของ Microsoft 365 ในระยะยาว

Diagram showing the three main areas in which an agent can enhance productivity: information retrieval, performing actions, and operate independently.

ภาพนี้สรุปแนวคิดของ Agents ได้ชัดมาก โดยแสดงให้เห็นว่า Agents เป็น AI-powered apps ที่สามารถออกแบบระดับความสามารถได้ตั้งแต่ง่ายไปจนถึงขั้นสูง ขึ้นอยู่กับโจทย์ธุรกิจที่ต้องการแก้

ในบริบทของ Microsoft 365 เราสามารถมอง Agents ออกเป็น 3 ระดับหลัก ๆ ตามความซับซ้อนและความสามารถ


1) Retrieval agents – ระดับ Simple

นี่คือ agents ระดับพื้นฐานที่สุด หน้าที่หลักคือ ดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูล (grounding data) แล้วนำมาคิด วิเคราะห์ สรุป และตอบคำถามผู้ใช้
เหมาะกับ use case เช่น

  • ถามนโยบายบริษัท
  • ค้นข้อมูลจากเอกสารภายใน
  • สรุปเนื้อหาจากไฟล์หรือ knowledge base

จุดเด่นคือสร้างง่าย คุมความเสี่ยงต่ำ และให้คุณค่าเร็ว เหมาะเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ agents ในองค์กร


2) Task agents – ระดับกลาง

ระดับนี้ agents ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่ ลงมือทำงานให้จริง เมื่อถูกสั่ง เช่น

  • เรียก workflow อัตโนมัติ
  • อัปเดตข้อมูล
  • แทนที่งานซ้ำ ๆ ของผู้ใช้

ตัวอย่างเช่น agent ที่รับคำสั่งว่า “สร้างรายงานประจำสัปดาห์” แล้วไปดึงข้อมูล สรุป และสร้างไฟล์ให้โดยอัตโนมัติ ระดับนี้เริ่มเห็นผลชัดเรื่อง productivity และการลด manual work


3) Autonomous agents – ระดับ Advanced

นี่คือระดับสูงสุด Agents สามารถ ทำงานได้ค่อนข้างอิสระ วางแผนเอง ตัดสินใจเอง ประสานงานกับ agents ตัวอื่น เรียนรู้จากผลลัพธ์ และ escalate งานเมื่อจำเป็น
เหมาะกับ use case ที่ซับซ้อน เช่น

  • การบริหารกระบวนการธุรกิจแบบ end-to-end
  • การวิเคราะห์และตัดสินใจจากหลายระบบ
  • การทำงานแทนทีมในบางสถานการณ์

ระดับนี้ต้องอาศัย data governance, security และการควบคุมที่รัดกุมมากขึ้น


สรุป:

ภาพนี้สะท้อนประเด็นสำคัญมากคือ Agents ไม่ได้มีแบบเดียวจบ องค์กรไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก Autonomous agent ทันที แต่สามารถเริ่มจาก Retrieval → ขยับไป Task → และพัฒนาไป Autonomous ตามความพร้อมของข้อมูล กระบวนการ และนโยบายความปลอดภัย

คิด Agents ให้เหมือน “ทีมงานดิจิทัล” ที่ค่อย ๆ โตตามองค์กร ยิ่งวางรากฐานดี Agents ก็ยิ่งทำงานแทนคนได้มากขึ้น และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริงในระยะยาว